บันไดเสียง (Scales)


บันไดเสียงเมเจอร์ (Major Scales)

บทที่ บันไดเสียง (Scale)                              

      บันไดเสียง (Scale) มีความสำคัญยิ่งในการนำไปใช้ในทักษะทางดนตรี และทฤษฎีดนตรี ที่จะสามารถวิเคราะห์บทเพลงต่างๆที่จะทำการบรรเลงได้อย่างถูกต้อง และเป็นเสมือนกุญแจที่สำคัญสำหรับนักดนตรี เมื่อมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องของบันไดเสียงได้อย่างแม่นยำแล้ว จะสามารถต่อยอดในการศึกษาเนื้อหาสาระทางทฤษฎีในระดับที่สูงขึ้นต่อไปได้ ดังนั้น การเรียนรู้เรื่องบันไดเสียง จึงเป็นความรู้ที่นักดนตรีไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การจดจำบันไดเสียงอาจเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ถ้าไม่มีความเข้าใจและสามารถวิเคราะห์ได้อย่างแท้จริง

      


การสร้างบันไดเสียงเมเจอร์ (Major Scales)

       ก่อนการเรียนรู้เรื่องของบันไดเสียง ผู้ศึกษาควรต้องมีความเข้าใจถึงระยะห่างของโน้ตสากลในแต่ละระดับเสียงในเบื้องต้นเสียก่อน เนื่องจากเนื้อหาทางทฤษฎีดนตรีล้วนมีลำดับและขั้นตอนและมีความสัมพันธ์กันอย่างต่อเนื่อง โดยระยะห่างของเสียงในตัวโน้ตแต่ละตัว ประกอบไปด้วยโน้ตต่างๆดังนี้



                                          ตัวอย่างที่ 1.1 บันไดเสียง C Major

 


        จากตัวอย่างที่ 1.1 บันไดเสียง C Major (C Major Scale) โดยปกติแล้ว ระดับเสียงของโน้ตแต่ละตัวเมื่อไม่มีเครื่องหมายแปลงเสียง (Accidental) กำกับไว้ ตามธรรมชาติของเสียงโดยโน้ตแต่ละตัวจะมีระยะห่างของเสียงระหว่างกันเป็น 1 เสียงเต็ม (Whole step) เช่น โน้ต C-D, D-E, F-G, G-A และ A-B และจะมีโน้ตจำนวน 2 คู่บนบันไดเสียง จะมีระยะห่างของเสียงระหว่างกันเพียงครึ่งเสียง (Half step) ได้แก่ โน้ต E^F และ B^C 


ดังนั้น ไม่ว่าโน้ตเหล่านี้ จะเริ่มต้นด้วยบันไดเสียงใด ธรรมชาติของโน้ตที่ห่างระหว่างกันแต่ละคู่ จะมีความห่างซึ่งกันและกันเหมือนกับบันไดเสียง C Major ทั้งหมด และจากตัวอย่างที่ 1.1 จะพบอีกว่า เมื่อเทียบกับคีย์เปียโน เมื่อเริ่มต้นที่โน้ต C และบรรเลงในคีย์สีขาวทั้งหมดก็จะได้บันไดเสียง C Major ตามความห่างของโน้ตแต่ละตัว

       แต่ทั้งนี้ เมื่อต้องการบรรเลงในบันไดเสียงอื่นๆโดยไม่ได้เริ่มจากโน้ต C หรือบรรเลงบันไดเสียงที่นอกเหนือไปจากบันไดเสียง C Major ซึ่งจะต้องเริ่มต้นจากโน้ตอื่นๆไล่ระดับเสียงสูงขึ้นไปเรื่อยๆ ตามธรรมชาติของโน้ตแต่ละตัว ก็จะยังคงมีระยะห่างของเสียงเช่นเดิม แต่เราจะต้องทำหน้าที่ปรับระดับเสียงให้เป็นบันไดเสียงเมเจอร์ด้วยตนเองจากการใช้เครื่องหมายแปลงเสียง (Accidental) มาช่วยแปลงเสียงโน้ตแต่ละคู่ให้อยู่ในตำแหน่งเดิม กล่าวคือ การสร้างบันไดเสียงทางเมเจอร์ จะต้องทำให้โน้ตจำนวน 2 คู่ ไม่ว่าจะเริ่มต้นด้วยโน้ตใดและโน้ตคู่ใดไปตกอยู่ในตำแหน่งที่ 3^4 และ 7^8 ก็จะต้องใช้เครื่องหมายแปลงเสียงทำให้โน้ตคู่นั้นๆที่อยู่ในตำแหน่งดังกล่าวห่างกันครึ่งเสียง (Half step)ให้ได้ตามระยะห่างของบันไดเสียง C Major ดังตัวอย่างต่อไปนี้

 

                                     ตัวอย่างที่ 1.2 การสร้างบันไดเสียงเมเจอร์อื่นๆ

       จากตัวอย่างที่ 1.2 การสร้างบันไดเสียงเมเจอร์อื่นๆ ผู้ศึกษาสามารถนำบันไดเสียง C Major มาเปรียบเทียบระยะห่างของโน้ตแต่ละตัวได้ จากนั้น สร้างบันไดเสียงโดยเริ่มจากโน้ตอื่นๆ ในตัวอย่างที่1.2 เป็นการสร้างบันไดเสียง D Major ซึ่งเริ่มต้นด้วยโน้ต D และไล่ระดับเสียงสูงขึ้นไป แต่ทั้งนี้ ธรรมชาติของระยะห่างของโน้ตแต่ละตัวยังคงเดิมอยู่ ดังนั้นจึงต้องปรับระยะห่างของตำแหน่งโน้ตในลำดับที่ 3^4 และ 7^8 ให้มีระยะห่างกันครึ่งเสียงตามแบบของบันไดเสียง C Major โดยใส่เครื่องหมายแปลงเสียงโน้ต F ให้สูงขึ้นครึ่งเสียงเพื่อให้มีระยะห่างจากโน้ต E จำนวน 1 เสียงเต็ม (โดยธรรมชาติโน้ตE^Fห่างกันเพียงครึ่งเสียง โดยทำให้ห่างกัน1เสียงเต็มได้จากการใส่เครื่องหมาย Sharp # ที่โน้ต F เพื่อให้โน้ต F มีระดับเสียงสูงขึ้นไปเพื่อหนีห่างจากโน้ต E เป็น 1 เสียงเต็ม) และโน้ต B^C เช่นเดียวกัน โดยใส่เครื่องหมายSharp # ที่โน้ต C เพื่อให้โน้ต C มีระดับเสียงสูงขึ้นไปอีกครึ่งเสียงเพื่อหนีห่างจากโน้ต B เป็น 1 เสียงเต็มเช่นเดียวกัน

       จากการสร้างบันไดเสียงต่างๆแล้ว ในบันไดเสียงทางแฟล็ต (b) ก็จะทำเช่นเดียวกัน เพียงแต่ปรับโน้ตให้เป็นไปตามธรรมชาติ คือ เครื่องหมายแฟล็ต มีหน้าที่แปลงเสียงโน้ตให้มีเสียงต่ำลงครึ่งเสียง และเครื่องหมายชาร์ป มีหน้าที่แปลงเสียงโน้ตให้มีเสียงสูงขึ้นครึ่งเสียง ตามที่ผู้ศึกษาพิจารณาการสร้างบันไดเสียงที่แตกต่างกัน ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอให้ลองฝึกทำแบบฝึกหัดการสร้างบันไดเสียงเบื้องต้น ดังต่อไปนี้

   

บันไดเสียงไมเนอร์ (Minor Scales)

บทที่ บันไดเสียง (Scale)                              

      บันไดเสียง (Scale) มีความสำคัญยิ่งในการนำไปใช้ในทักษะทางดนตรี และทฤษฎีดนตรี ที่จะสามารถวิเคราะห์บทเพลงต่างๆที่จะทำการบรรเลงได้อย่างถูกต้อง และเป็นเสมือนกุญแจที่สำคัญสำหรับนักดนตรี เมื่อมีความรู้และความเข้าใจในเรื่องของบันไดเสียงได้อย่างแม่นยำแล้ว จะสามารถต่อยอดในการศึกษาเนื้อหาสาระทางทฤษฎีในระดับที่สูงขึ้นต่อไปได้ ดังนั้น การเรียนรู้เรื่องบันไดเสียง จึงเป็นความรู้ที่นักดนตรีไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ การจดจำบันไดเสียงอาจเกิดความผิดพลาดขึ้นได้ถ้าไม่มีความเข้าใจและสามารถวิเคราะห์ได้อย่างแท้จริง

       เมื่อได้เรียนรู้หลักการสร้างบันไดเสียงเมเจอร์ (Major Scales) ในเบื้องต้นแล้ว มาถึงการสร้างบันไดเสียงไมเนอร์ (Minor Scales) แบบเบื้องต้น ซึ่งบันไดเสียงไมเนอร์ จะให้เสียงมีความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไปกับบันไดเสียงทางเมเจอร์ และบันไดเสียงทั้ง 2 ประเภทนี้ มีความสัมพันธ์กันอย่างมากในการคิดและวิเคราะห์ระบบทางทฤษฎีดนตรี เนื่องจาก เสียงและความรู้สึกของบันไดเสียงทั้ง 2 ประเภท เมื่อระดับเสียงของโน้ตแต่ละตัว มีการจัดลำดับไล่เรียนกันไป จะฟังแล้วมีความรู้สึกที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพียงแค่เปลี่ยนตำแหน่งของโน้ตเท่านั้น


บันไดเสียงไมเนอร์ (Minor Scales)

            ความสัมพันธ์ของบันไดเสียงเมเจอร์และไมเนอร์ คล้ายกับอยู่บนแนวทางและรูปแบบของบันไดเสียงเดียวกัน กล่าวคือ การระยะห่างของโน้ตแต่ละคู่ยังห่างคงเดิม กรณีบันไดเสียงที่มีเครื่องหมายแปลงเสียงกำกับตามระบบของบันไดเสียงเมเจอร์ ก็จะต้องเหมือนกันด้วยในแต่ละคู่ เพียงแต่นำโน้ตคู่ต่างๆมาสลับตำแหน่งกัน เพื่อให้กลายมาเป็นบันไดเสียงทางไมเนอร์ ดังตัวอย่างต่อไปนี้



       ตัวอย่างที่ 1.1 ความสัมพันธ์ของบันไดเสียงเมเจอร์และไมเนอร์

 

          จากตัวอย่างที่ 1.1 ความสัมพันธ์ของบันไดเสียงเมเจอร์และไมเนอร์ จะพบว่า การสร้างบันไดเสียงไมเนอร์ที่ถูกต้องนั้น จะต้องมีความเข้าใจและเข้าใจโครงสร้างหลักของบันไดเสียงเมเจอร์ที่มีความสัมพันธ์กันก่อน เช่น ตัวอย่างที่ 1.1 บันไดเสียง C Major เริ่มจากโน้ต C เป็นโน้ตตัวแรก และไล่ระดับเสียงสูงขึ้นไปตามลำดับ โดยที่โน้ตแต่ละคู่จะมีช่วงห่างของเสียงตามธรรมชาติ และเมื่อต้องการสร้างบันไดเสียงไมเนอร์ที่มีความสัมพันธ์กับบันไดเสียงเมเจอร์ จะต้องนำโน้ตลำดับที่ 6 ของบันไดเสียงเมเจอร์นั้นๆมาจัดเรียงใหม่ โดยนำโน้ตลำดับที่ 6 ของบันไดเสียงเมเจอร์นั้นๆมาเริ่มต้นเป็นโน้ตแรกของบันไดเสียงและไล่เสียงสูงขึ้นไปตามลำดับ ยึดรูปแบบคู่โน้ตของบันไดเสียงทางเมเจอร์ที่ตั้งไว้ เช่น บันไดเสียง C Major โน้ตลำดับที่ 6 ของบันไดเสียง คือโน้ต A จะต้องนำโน้ต A มาเป็นโน้ตเริ่มต้นของบันไดเสียงไมเนอร์ และเรียงลำดับใหม่โดยให้โน้ตแต่ละคู่คงเสียงระยะห่างระหว่างกันไว้เหมือนกับบันไดเสียง C Major ตามภาพตัวอย่างที่ 1.1 เป็นต้น

       จากการสร้างบันไดเสียงไมเนอร์กับความสัมพันธ์ของบันไดเสียงเมเจอร์ เราเรียกว่า การหาบันไดเสียงแบบเครือญาติ (Relative Keys) ซึ่งบันไดเสียงเมเจอร์และไมเนอร์ต่างมีความสัมพันธ์กันอยู่ ซึ่งในลำดับแรกของการหาเครือญาติของบันไดเสียงทั้ง 2 ประเภทนี้ เป็นเพียงการหาบันไดเสียงเบื้องต้นและเป็นเพียงกระบวนการแรกเท่านั้น เนื่องจาก บันไดเสียงทางไมเนอร์ ได้แบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ บันไดเสียงไมเนอร์แบบเนเจอรัล (Natural Minor), บันไดเสียงไมเนอร์แบบฮาร์โมนิกส์ (Harmonic Minor) และบันไดเสียงไมเนอร์แบบเมโลดิกส์ (Melodic Minor) เป็นต้น

       ทั้งนี้ ผู้เขียนได้สรุปวิธีการสร้างบันไดเสียงทางไมเนอร์แบบเป็นลำดับขั้นไว้ดังตัวอย่างต่อไปนี้

         

ตัวอย่างที่ 1.2 วิธีการสร้างบันไดเสียงไมเนอร์ประเภทต่างๆ


 

 

        จากตัวอย่างที่ 1.2 วิธีการสร้างบันไดเสียงไมเนอร์ประเภทต่างๆ  พบวิธีการสร้างบันไดเสียตามลำดับดังนี้

 Step 1 บันไดเสียง A Minor แบบเนเจอรัล (A Natural Minor Scale) มีโน้ตลำดับที่ 6 คือโน้ต F และลำดับที่ 7 คือโน้ต G และลำดับที่ 8 คือโน้ต A ซึ่งบนบันไดเสียง A Minor แบบเนเจอรัลแต่ละคู่จะห่างกัน 1 เสียงเต็ม (Whole Step)  เช่น F-G (6-7) และ G-A (7-8)

 Step 2 บันไดเสียง A Minor แบบฮาร์โมนิกส์ (A Harmonic Minor Scale) นำโครงสร้างเดิมที่ได้จากบันไดเสียงไมเนอร์แบบเนเจอรัลมาจัดเรียงซ้ำ และพิจารณาโน้ตลำดับที่ 7 และ8 (G-A) ให้ห่างกันเพียงครึ่งเสียง (Half Step) โดยจะต้องพิจารณาเครื่องหมายแปลงเสียงที่จะสามารถแปลงโน้ตลำดับที่ 7 สูงขึ้นไปใกล้กับโน้ตลำดับที่ 8 จากตัวอย่างได้ใส่เครื่องหมายชาร์ป (#) ไว้ที่โน้ต G ซึ่งเป็นโน้ตลำดับที่ 7 ก็จะทำให้ห่างกับโน้ตลำดับที่ 8 คือ A เพียงครึ่งเสียง (G#^A)

Step 3 บันไดเสียง A Minor แบบเมโลดิกส์ (A Melodic Minor Scale) นำโครงสร้างเดิมที่ได้จากบันไดเสียงไมเนอร์แบบฮาร์โมนิกส์มาจัดเรียงซ้ำ และสังเกตว่า เมื่อโน้ตลำดับที่ 7 ถูกแปลงเสียงโน้ตให้สูงขึ้นครึ่งเสียงไปหาโน้ตลำดับที่ 8 คือ G#^A จะทำให้โน้ตในลำดับที่ 6 และ 7 ห่างกันถึง 1 เสียงครึ่ง (Whole and Half Step) ซึ่งหน้าที่ของบันไดเสียงไมเนอร์แบบเมโลดิกส์ จะต้องทำให้โน้ตลำดับที่ 6 และ 7 มีระยะห่างระหว่างกันให้เป็น 1 เสียงเต็ม (Whole Step) เท่าเดิม โดยการขยับโน้ตลำดับที่ 6 ให้มีเสียงสูงขึ้นครึ่งเสียง ซึ่งโน้ตลำดับที่ 6 บนบันไดเสียง A Minor คือโน้ต F จะต้องพิจารณาการใส่เครื่องหมายแปลงเสียงชาร์ป (#) เพื่อให้มีเสียงสูงขึ้นตามโน้ตลำดับที่ 7 คือโน้ต G# ให้มีระยะห่าง 1 เสียงเต็มเท่าเดิม

ดังนั้น ไม่ว่าผู้ศึกษาจะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบันไดเสียงเมเจอร์และไมเนอร์แบบใดก็ตาม ผู้ศึกษาจะต้องเข้าใจและแม่นยำในการสร้างบันไดเสียงทางเมเจอร์เสียก่อน แล้วจึงเริ่มต้นการสร้างโครงสร้างบันไดเสียงทางไมเนอร์ที่สัมพันธ์กันได้อย่างถูกต้อง โดยทำตามขั้นตอนตามตัวอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว ไม่ว่าบันไดเสียงนั้นๆจะถูกติดเครื่องหมายแปลงเสียงใดๆก็ตาม ตามโครงสร้างของบันไดเสียงเมเจอร์ที่ควรจะเป็น ผู้ศึกษาก็จะต้องสร้างบันไดเสียงทางไมเนอร์โดยไม่ต้องเปลี่ยนแปลงเครื่องหมายแปลงเสียงนั้นๆแต่อย่างใด แต่จะต้องปรับระยะห่างของโน้ตและเครื่องหมายแปลงเสียงเฉพาะโน้ตในลำดับที่ 6, 7 และ 8 เท่านั้น

 

 

   ติดตามต่อได้ใน : Krunatsarun  พร้อมเฉลย และความรู้ทางด้านทฤษฎีดนตรี ดาวน์โหลดเอกสารประกอบการเรียนทฤษฎีดนตรีตะวันตกฟรี 


   เรียบเรียงโดย : ณัฐศรัณย์ ทฤษฎิคุณ   (เรียบเรียงเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2561)

                       ภาควิชาดนตรีตะวันตก วิทยาลัยการดนตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา